Jas 39 C/D กริพเพน เครื่องบินรบไทยทำไมต้องเลือกรุ่นนี้ เรื่องทั่วไป เกร็ดความรู้รอบตัว เทคนิคต่างๆ สาระน่าสนใจ Jas 39 C/D
Jas 39 C/D กริพเพน เครื่องบินรบไทยทำไมต้องเลือกรุ่นนี้ เรื่องทั่วไป เกร็ดความรู้รอบตัว เทคนิคต่างๆ สาระน่าสนใจ Jas 39 C/D
Jas 39 C/D กริพเพน เครื่องบินรบไทยทำไมต้องเลือกรุ่นนี้

ย้อนกลับไปในช่วงประมาณปี พ.ศ.2550 ได้มีข่าวกองทัพอากาศไทยจะได้มีการพิจารณาคัดเลือกทำการจัดซื้อเครื่องบินรบชนิดใหม่เพื่อใช้ในการปกป้องประเทศ ในงบประมาณวงเงินที่ 34,400 ล้านบาท ซึ่งในช่วงเวลาดังกล่าวมีเครื่องบินรบหลากหลายรุ่น และหลายค่ายต่างก็ส่งเครื่องบินรบของตนเองเข้ามาประกวดเพื่อให้รัฐบาลได้ทำการคัดเลือกจะซื้อเข้าประจำการในประเทศไทย

แล้วในที่สุด Jas 39 C/D กริพเพน จากประเทศสวีเดน ถูกคัดเลือกให้เป็นผู้ชนะและถูกซื้อนำเข้าประจำการมาจนถึงปัจจุบัน ในบทความนี้เราจึงขอนำเรื่องน่ารู้เกี่ยวกับเครื่องบินดังกล่าวให้พวกท่านผู้อ่านได้ทราบการดังนี้

1.ทำไมต้องซื้อเครื่องบินรบใหม่

เครื่องบินรบของกองทัพอากาศไทยได้มีการปลดประจำการเครื่องบินรบหลายลำ เนื่องจากหมดอายุการใช้งานลงแล้ว โดยแต่เดิมนั้นได้ประจำการไว้ด้วยเครื่องบินรบรุ่น F5E ซึ่งมีอายุการใช้งานกว่า 30 ปี ทำให้มีความจำเป็นที่จะต้องทำการจัดซื้อเครื่องบินรุ่นใหม่เข้ามาทดแทนเครื่องบินรบที่สุดสภาพไป อีกครั้งเมื่อคำนึงถึงประเทศเพื่อนบ้านโดยรอบของประเทศไทยที่มีการประจำการเครื่องบินรบรุ่นใหม่

และมีขีดความสามารถที่เริ่มจะสูงกว่าประเทศไทยบ้านของเรา อาทิ เช่น เวียดนาม ที่ประจำการด้วยเครื่องบิน SU 30 จากประเทศรัสเซีย และมาเลเซียที่มีทั้งเครื่องบิน SU 30 และ F18 จากประเทศสหรัฐอเมริกา ที่มีขีดความสามารถโดยรวมเหนือกว่าเครื่องบินรบจากประเทศไทย ที่มีประจำการอยู่ไม่ว่าจะเป็น F16 หรือ F5E ก็ตาม

2.ทำไมต้องซื้อเครื่องบินรบรุ่น Jas 39 C/D

หลายคนโดยเฉพาะประชาชนทั่วไปมักมองเพียงด้านเดียวแต่ว่า ที่ซื้อรุ่นนั้นรุ่นนี้ก็เพราะอาจมีการทุจริตเกิดขึ้นเลยเพราะมีการฮั้วกัน หากแต่ในความเป็นจริงแล้วที่กล่าวมาทั้งหมดก็มีแต่เพียงคำกล่าวหาไม่ได้มีเอกสารหลักฐานเป็นข้อเท็จจริงเลย และเมื่อพิจารณาตามเหตุผลแล้ว มันก็มีเหตุผลสำคัญที่ทำให้ทางกองทัพอากาศไทยคัดเลือกเครื่องบินรบรุ่น Jas 39 C/D จากประเทศสวีเดน เข้าประจำการแทนรุ่นอื่นที่มีการยื่นข้อเสนอมา

เหตุผลข้อแรกเลยนั่นก็คือเรื่องงบประมาณ โดยกองทัพอากาศไทยมีงบประมาณอยู่เพียง 34,400 ล้านบาท แต่ต้องการได้เครื่องบินรบรุ่นใหม่จำนวน 12 ลำ ภายในวงเงินดังกล่าวและต้องเป็นเครื่องใหม่ด้วย หากแต่ในการคัดเลือกดังกล่าวมีหลายประเทศที่มีเครื่องบินรบมากด้วยประสิทธิภาพให้เลือก อาทิ เครื่องบินรบ ราฟาล จากฝรั่งเศส

ราคาเครื่องเปล่าลำละประมาณ 2,367 ล้านบาท, Eurofighter Typhoon จากกลุ่มประเทศยุโรป ราคาเครื่องเปล่าลำละประมาณ 2,935.08 ล้านบาท เป็นต้น (ราคาเมื่อปี พ.ศ. 2550) โดยเครื่องบินรบในกลุ่มประเทศเหล่านี้ต่างก็มีราคาค่าตัวต่อลำที่แพงมหาศาลเป็นอย่างมาก ทำให้จำนวนเงินในวงเงินที่เรามีอยู่ไม่สามารถซื้อเครื่องบินรบรุ่นดังกล่าวได้ครบจำนวน 12 ลำ ตามเป้าหมายที่ตั้งเอาไว้ได้

สำหรับ F16 ที่ทางประเทศสหรัฐอเมริกายื่นข้อเสนอมาขายให้ในการจัดหาครั้งดังกล่าว บ้างก็ว่าในวงเงินนี้จะเป็นเครื่องบินรบมือสองของเก่าที่พวกเขาไม่ใช้แล้ว และถูกเก็บรักษาไว้ซึ่งเราจะต้องนำมาทำการฟื้นฟูสภาพกันใหม่อีก แต่ถ้าเป็นรุ่นใหม่ล่าสุดก็อาจจะได้เพียงไม่กี่ลำ (ราคา F16 Viper ที่มีการเสนอขายในปี 2019 มีราคาอยู่ที่ประมาณ 4,000 ล้านบาท/ลำ เป้นเครื่องเปล่า และพร้อมอาวุธจะอยู่ที่ 6,000 ล้านบาท)  

ประกอบกับปัญหาซึ่งเราพบเจอตัวจากมาจากประเทศมาเลเซียแล้วว่า ประเทศสหรัฐอเมริกานั้นแม้จะขายเครื่องบินรบให้กับประเทศต่าง ๆ แต่ก็ไม่ได้ส่งมอบ Soft Close หรือรหัสควบคุมเด็ดขาดให้เราสามารถนำไปพัฒนาต่อยอดต่าง ๆ ได้ อีกทั้ง การใช้เครื่องบินรบจากประเทศสหรัฐอเมริกาในแต่ละครั้ง ก็ต้องทำการขออนุญาตจากประเทศสหรัฐอเมริกาเสียก่อนว่า จะสามารถใช้เครื่องบินรบรุ่นดังกล่าวไปใช้รบกับประเทศอื่นได้หรือไม่

หากประเทศที่เรามีข้อพิพาทคือกำลังจะใช้กำลังรบทางเครื่องบินต่อสู้กันดันเป็นประเทศที่มีเครื่องบินรุ่นเดียวกัน หรือมีสนธิสัญญาบางอย่างกับประเทศสหรัฐอเมริกา และประเทศสหรัฐอเมริกาไม่อนุญาต เราก็ไม่สามารถที่จะใช้เครื่องบินรบจากประเทศสหรัฐอเมริกาออกไปรบกับอีกประเทศหนึ่งได้ ชิงโชคดีว่าในเวลาที่ผ่านมาประเทศไทยยังไม่มีความจำเป็นต้องใช้เครื่องบินจากประเทศสหรัฐอเมริกา  ไปรบกับประเทศที่มีข้อผูกพันกับสหรัฐอเมริกาได้

ส่วนเครื่องบินรบรุ่น SU30 ของประเทศรัสเซียนั้น มีราคาค่าตัวอยู่ที่ประมาณ 1,600-1,700 ล้านบาท (พ.ศ.2550)  แม้จะให้เราสามารถใช้งานเครื่องบินรบได้เต็มที่กว่าของทางสหรัฐอเมริกา แต่ก็ติดปัญหาที่อาวุธของกองทัพไทยเราในปัจจุบันเป็นของมาตรฐานนาโต้ ใช้ร่วมกันไม่ได้กับของฝั่งรัสเซีย และเครื่องยนต์รุ่นนี้ยังมีค่าใช้จ่ายน้ำมันเชื้อเพลิงต่อการบินหนึ่งครั้งแพงมากเพราะใช้สองเครื่องยนต์ จึงไม่เหมาะกับไทย

และมาลงตัวที่ Jas 39 C/D ของประเทศสวีเดน ที่ใช้อาวุธมาตรฐานนาโต้ได้ ราคาเพียงประมาณ 897.75 ล้านบาท (ราคาเครื่องเปล่า) ให้ไทยสามารถใช้งานได้อย่างเต็มที่โดยไม่ต้องไปขออนุญาตสวีเดนอีกเหมือนค่ายสหรัฐอเมริกา และของแถมอีกมากมาย เป็นเครื่องมือ 1 อีกต่างหาก นี้จึงเป็นสาเหตุหลัก ๆ ที่ทำให้เครื่องบินรบ Jas 39 C/D กริพเพน จึงถูกกองไทพอากาศไทยเลือกซื้อมาใช้ในปี 2550

อ้างอิงรูป

https://www.bloggang.com/m/viewdiary.php?id=skyman&month=09-2009&date=17&group=2&gblog=156

#เรื่องทั่วไป #เกร็ดความรู้รอบตัว #เทคนิคต่างๆ #สาระน่าสนใจ #Jas 39 C/D

number1
number1@numberssd.com