ในช่วงแห่งการสูญเสียครั้งใหญ่สุดของปวงชนชาวไทยครั้งนี้ คงไม่มีใครไม่หลั่งน้ำตาโศกเศร้าเสียใจ แต่ก็มีคนที่เสียใจแต่ร้องไห้ไม่ออกก็มีนะคะ และก็มีคนที่ไม่เสียใจ อยากจะบอกคนใจแข็งทั้งหลายว่าหากไม่รู้จักปลดปล่อยอารมณ์ที่ฝังลึกเอาไว้เสียบ้าง จะเป็นผลเสียต่อสุขภาพจิตได้ในภายหลังนะคะ

การร้องไห้เป็นวิธีการตามธรรมชาติของมนุษย์ในการคลายความเครียด ความเศร้า ความผิดหวัง และความรู้สึกอีกหลายๆ อย่างที่สะสมไว้ในใจของเรา หากสะสมไว้มากและไม่รู้จักขจัดออกเสียบ้าง ความรู้สึกเหล่านั้นก็จะสะสมพอกพูนมากขึ้นๆ และมันไม่ได้ถูกเก็บหรือเก็บกดเอาไว้เฉยๆ แต่มันมีพลังสะสมและขยายตัวเพิ่มขึ้นอย่างน่ากลัวโดยที่เราไม่รู้ตัว

ซึ่งอาการซึมเศร้า ไม่ใช่แค่อารมณ์เสียใจจากการสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รักตามธรรมดา แต่จะเริ่มมีอาการพูดน้อยลง หมดอาลัยตายอยาก ไม่อยากทำอะไร ไม่สนุกกับกิจกรรมต่างๆ ที่เคยเอ็นจอย ยิ่งผู้สูงอายุหรือคนที่มีปัญหาชีวิตรุมเร้าอาจมีบ่นๆ ว่าไม่รู้จะอยู่ไปทำไม หากมีอาการอย่างนี้อย่าได้นิ่งนอนใจ ต้องรีบลุกขึ้นมาปรับจิตใจให้เป็นปกติโดยเร็ว หากทิ้งไว้ อาจจะไม่ได้ซึมเศร้าเฉพาะในช่วงนี้ แต่อาจจะกลายเป็นโรคซึมเศร้า คือแม้ไม่มีเหตุการณ์อะไรก็สามารถซึมเศร้าขึ้นมาเองโดยไม่รู้สาเหตุก็ได้

สังเกตปัจจัยกระตุ้นหรือจุดชนวนให้ร้องไห้ จากนั้นจิตก็จะปรุงแต่งต่อด้วย จึงเริ่มเข้าใจว่านั่นคือปฏิกิริยาทางกายของการคลายความโศกเศร้าของตัวเอง แต่พอสังเกตต่อไปก็พบว่าการจะร้องไห้ยาวหรือสั้นนั้น ขึ้นอยู่กับความคิดที่อยู่ในใจ

หากจิตปรุงแต่งก็จะร้องไห้นาน หากรู้ตัวเร็วและกลับมาอยู่กับสิ่งที่กำลังทำตรงหน้าได้ไว ก็จะร้องแค่สั้นๆ และหยุดร้องได้เร็ว แต่หากพยายามกดไว้ไม่ให้ร้องไห้หรือร้องแล้วบังคับให้หยุดโดยกระบวนการที่ว่านี้ยังไม่ครบวงจร ความเศร้าหรือความเครียดจะไม่หายไปค่ะ จึงควรปล่อยให้อารมณ์และปฏิกิริยาทางกายดำเนินไปจนครบวงจร

จึงเข้าใจว่าทำไมเราควรจะครองสติอยู่กับปัจจุบันให้ดี เพราะหากเรามัวแต่นึกถึงอดีต ต่อรองกับอดีตที่ไม่สามารถแก้ไขอะไรได้ หรือกังวลกับอนาคตที่ยังมาไม่ถึงและไม่สามารถรู้ล่วงหน้าได้ด้วยว่าจะเกิดอะไรขึ้น ก็จะทำให้เราคิดมากในเรื่องนั้นๆ และปรุงแต่งต่อ โศกเศร้าต่อหยุดไม่ได้

#เรื่องทั่วไป #ความรู้รอบตัว #Howto #เทคนิคต่างๆ 

number
admin@numberssd.com